First Story

posted on 08 Oct 2007 11:05 by just-holla

Hammer คือกลุ่มนักวิ่งราวที่ผมกับไอ้ถนัด (เพื่อนซี้) ร่วมกันก่อตั้งขึ้น เพื่อหารายได้และเรื่องต่างๆเข้าตัว ซึ่งในตอนแรกพวกเรากะคิดทำกันแค่สนุกๆ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เงินที่ได้จากการลงมือครั้งแล้วครั้งเหล่าผลักดันให้เกิดเป็น Hammer ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

ต่อมาเมื่อมีผลงานอันเด่นชัด บวกกับรายได้ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้อย่างเหลือเฟือ พวกเราจึงมีความคิดใหม่เกิดขึ้นโดยการรับกิตติและไตรเข้ามาเป็นพวก (กิตติเป็นลูกพี่ลูกน้องกับไอ้ถนัด ส่วนไตรเป็นลูกเจ้าของร้านขายข้าวในโรงเรียนอันแสนอร่อย)

เดิมทีผมมีหน้าที่วางแผนและคอยเลือกเหยื่อ ส่วนไอ้ถนัดจะเป็นผู้ลงมือเพราะมันเคยได้เหรียญทองวิ่งผลัดชายมา เมื่อเสร็จสิ้นตรงตามแผนพวกเราจะมาแบ่งส่วนได้เสียกันคนละครึ่งเป็นอันจบงาน แต่ในเมื่อมีน้องใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกสองคน จากแผนตื้นๆที่เคยวางไว้ในการทำงานคงจะต้องรัดกุมให้มากกว่าเดิมยิ่งขึ้น

การลงมือเน้นประสบผลสำเร็จมากกว่าที่จะเสี่ยง ถึงกระนั้นมันก็คงไม่มากเกินไปสำหรับหัวสมองอันชาญฉลาดของผม โดยวางตัวละครทั้งสี่ไว้ดังนี้

ไอ้ถนัดทำหน้าที่ประกบเหยื่อตามเคย

กิตติจะเป็นผู้คอยรับของต่ออีกที

ไตรคือคนคอยขัดขวางเมื่อเกิดการไล่ล่าหรือเป็นผู้ช่วยเหลือเสียเอง 

ส่วนผมจะคอยเลือกเหยื่อและสังเกตการณ์เผื่อเกิดอะไรผิดพลาด และเพื่อความมั่นใจในน้องใหม่ เราจึงต้องทำการซักซ้อมแผนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

บ่ายวันเสาร์ย่านใจกลางเมืองอันแสนวุ่นวาย ผมยืนมองหาเหยื่ออยู่บนสะพานลอยที่ที่คิดว่าทัศนวิสัยในการมองน่าจะดีที่สุด เนื่องจากอยู่บนที่สูงซึ่งได้มาจากการอ่านการ์ตูน ไอ้ถนัดยืนรอสัญญาณมืออยู่เยื้องๆสะพานลอยใกล้กับชายบันได กิตตินั่งสะพาป้รออยู่ในซอยห่างออกไปไม่ไกลนัก ไตรแกล้งทำคิวรอโทรศัพท์สาธารณะอยู่บริเวณนั้น

นั่นไง สาวออฟฟิชุดน้ำตาลเดินหลังไวๆคนนั้น เธอสะพายกระเป๋าหนังสีดำใบหรูหราดูเงาวาบเมื่อมีแสงส่องมากระทบ

สัญญาณมือจากผมถูกส่งไปยังไอ้ถนัดทันที

เขาเข้าประกบเหยื่อจากด้านหลังอย่างฉับพลันก่อนจะใช้ความเร็วฉกกระเป๋านั้นมาวิ่งไปส่งต่อให้กิตติซึ่งรออยู่ในซอยก่อนหน้านี้ แล้วนำมันยัดลงใส่เป้ก่อนเดินสวนกันออกมาคนละทาง เสียงกรีดร้องเรียกให้คนช่วยดังขึ้น ผู้คนในละแวกนั้นต่างหันมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่เป็นไรมีผู้คอยสังเกตการณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา ไตรถึงตานายออกโรงแล้ว หันไปบอกกับสาวออฟฟิศชุดน้ำตาลว่า ไม่เป็นไรครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง เขาวิ่งไล่ตามไอ้ถนัดไปเรื่อยๆ ทั้งที่รู้ว่ามันจะจบลงอย่างไ โดยมีผมยืนดูสถานการณ์อยู่บนสะพานลอย

ผมเป่าปากด้วยความโล่งอกเมื่อน้องใหม่ของเราทำงานสำเร็จได้เป็นอย่างดี

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป (ณ จุดรวมตัว) ผม ไอ้ถนัด ไตร มากันพร้อมหน้าขาดเพียงแต่กิตติผู้ถือเป้มหาสมบัติมาเท่านั้น

สองชั่วโมง....สามชั่วโมงผ่านไป กิตติยังไม่โผล่หัวมา โทรศัพท์ก็ดันปิดเครื่องหรือมันคิดจะฉวยเอาเงินไปคนเดียววะ ทุกคนในที่นี้ต่างเริ่มหงุดหงิดกันบ้างโดยเฉพาะไตร รู้สึกจะร้อนรนเป็นพิเศษคงเพราะค่าผ่อนมือถือที่เหลืออีกเพียงไม่กี่งวด ผมก็ได้แต่ขอให้กิตติมาเร็วๆเพราะเชื่อใจน้องไอ้ถนัดมัน เลยไม่แสดงท่าทีมาก ส่วนไอ้ถนัดมันก็เล่นนั่งเงียบอย่างเดียวไม่พูดอะไรสักคำ

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เห็นเค้าโครงคนเป็นลางๆ ชายคนนั้นเดินเข้ามาใบหน้าเขาค่อยๆปรากฏขึ้น

ทุกคนต่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่เดินเข้ามา

ที่เดินเข้ามาเป็นกิตติ แต่รอยฟกช้ำบนใบหน้ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ใบหน้าเหมือนจะโดนหนักมาเป็นพิเศษทั้งรอยเขียวช้ำที่หางคิ้วและแก้มซ้าย ประกอบกับแผลระบมทั่วทั้งตัว

เฮ้ย!! ไปโดนอะไรมาวะ ไอ้ถนัดรีบถามขึ้นคนแรก

ก็ระหว่างทางที่มาดันไปเจอโจทก์เก่าเข้า มันก็เลยซัดเข้าให้น่ะดิ

แล้วของล่ะ ไตรพูดสวนขึ้น

มันเอาไปด้วยวะ

ส่วนผมก็ได้แต่เงียบเพราะเงินที่หายไปกับสภาพของกิตติที่เพิ่งถูกซ้อมมาสดๆและผมเองก็ไม่เคยเจอสถานการณ์อะไรอย่างนี้มาก่อน

ทุกคนต่างเงียบกริบหลังจากกิตติพูดประโยคนั้นจบ แล้วมันก็เล่าเรื่องระหว่างทางที่เกิดขึ้นให้ฟัง ก่อนแยกย้ายกันกลับพวกเราตกลงกันไว้ว่า เราจะไม่ไปเอาของคืนเพราะพวกเราไม่ต้องการทะเลาะวิวาทกับใครในระยะยาวโดยเฉพาะผม

ระหว่างทางกลับบ้านผมนั่งครุ่นคิดอยู่ตลอดทางว่าจะถอนตัวดีหรือไม่ เมื่อเห็นสภาพน้องไอ้ถนัดมันวันนี้

กลับมาแล้วครับ นี่คือเสียงทักทายก่อนเข้าบ้าน ผมรู้สึกเอะใจเมื่อเห็นน้าสาวใส่ชุดสีน้ำตาลเดียวกับผู้หญิงคนนั้นเมื่อยามบ่าย เธอกำลังนั่งร้องไห้อยู่กับแม่

ผมถามแม่ว่า น้าเป็นอะไรมาหรือ ?

แล้วผมก็ต้องมานั่งงงอยู่ในห้องว่า มันเป็นไปได้ยังไงกัน

แม่บอกผมว่า น้าเพิ่งถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ไป

รุ่งเช้าวันถัดมาผมกลับเห็นมือถือของไตรที่ผ่อนเสร็จเรียบร้อยแล้วกับรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ที่ไอ้ถนัดชอบไปลองสวมเล่นบ่อยๆและนาฬิกาดิจิตอลของกิตติ โดยที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บอะไรเพิ่มเติมเลยแม้แต่ปลายก้อย

ฮาร์ท กับ เฮด

นิยายรักสมัยเก่าที่ผมอ่านตอนยังเป็นเด็กนั้น มักมีเรื่องของผู้ชายที่ลาจากคนรักไปเรียนต่อในต่างแดน แรกๆ คนรักก็ได้รับจดหมายจากเขาเป็นประจำ แล้วจดหมายก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไม่มีจดหมายจากเขามาอีกเลย

เช่นเดียวกัน เพลงลูกทุ่งลูกกรุงที่มีเนื้อหาทำนองนี้มีนับพันๆ เพลง สาวไปทำงานในเมืองกรุงแล้วลืมหนุ่มบ้านนา ลืมกลิ่นฟางข้าวและสาบควาย หลงระเริงไปกับแสงสีและคนรักใหม่ หนุ่มจากคนรักไปทำงานหากินในต่างแดนแล้วไม่กลับบ้าน ฯลฯ เพลงเหล่านี้ล้วนคร่ำครวญพิษจากอาการอกหัก โหยหาอดีตในห้วงเวลาที่ความรักยังดูดดื่ม โทษอีกฝ่ายที่ตัดรอนไมตรี หรือประนามอีกฝ่ายว่า หลายใจ

มาถึงสมัยที่การคมนาคมและสื่อสารง่ายดาย สิ่งเร้าจากภายนอกทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การที่ใครคนหนึ่งเกิดอาการเปลี่ยนใจนั้นเป็นไปได้ง่ายกว่าสมัยก่อนหลายเท่า เห็นง่ายๆ จากการที่เพลงเกี่ยวกับอาการอกหักไม่มีวี่แววว่าจะลดลง ละครโทรทัศน์ที่ผู้หญิงสามคนตบตีกันแย่งชายคนเดียว หรือชายห้าคนหมายปองสตรีคนเดียว จึงไม่เคยตกยุค การอกหักเป็นองค์ประกอบที่ขายได้ หนังยิ่งเศร้า หลั่งน้ำตาเป็นถังๆ คนดูยิ่งชอบ ราวกับว่าเป็นพวกซาดิสท์ ชอบดูคนอื่นบาดเจ็บทางใจ

หนังสือ เพลง และละครสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์เราไม่มีวันหนีพ้นจากการอกหัก เพราะเมื่อใดที่อุปสงค์กับอุปทานไม่เท่ากัน ก็ต้องมีคนพลาดหวัง

ในสังคมสัตว์ป่า ตัวผู้ร้อยละร้อยต้องแข่งขันกันเพื่อชนะใจ (หรือกาย?) ตัวเมีย และการแข่งขันที่ชัดเจนเห็นง่ายที่สุดก็คือการประลองกำลังกัน ตั้งแต่การขวิดเขา ประสานงา ไปจนถึงการรำแพนให้ตัวเมียชม ในท้ายที่สุดจึงต้องมีสัตว์บางตัวที่ไม่มีคู่ตลอดฤดูกาลนั้น หรือตลอดไป

จึงไม่แปลกที่ขณะที่ใครคนหนึ่งมีความสุขที่สมหวังในรัก อีกคนหนึ่งก็อาจทุกข์ระทมจากการผิดหวังในรักนั้น อาการผิดหวังนี้คือการล้มทั้งยืน โลกแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ดวงอาทิตย์มืดหม่น

ความจริงการเปรียบเทียบว่าโลกแตกร้าวเป็นชิ้นๆ นั้นมิได้เกินเลย เพราะการอกหักเป็นความรู้สึกที่ทรมานสิ้นดี เนื่องจากมันเป็นส่วนผสมของความผิดหวัง ความเสียดาย ความรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ความรู้สึกว่าถูกทรยศ ถูกขโมย ถูกปล้น และความรู้สึกทางเพศที่ถูกตัดตอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า สื่อและศิลปะสายละครหรือวรรณกรรมมักนิยมสะท้อนมุมของ ผู้ถูกกระทำ มากกว่า ผู้กระทำ

หลายครั้งมีคนมาปรับทุกข์กับผมว่า ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลิกกับแฟนดีหรือไม่ เงินเดือนของเขาน้อย อนาคตไม่สดใสเท่าคนรักใหม่ ไม่อยากเลิก แต่ก็พอมองออกว่า แต่งงานไปไม่นานก็คงมีปัญหา

การตราใครสักคนว่า หลายใจ เป็นการมองแบบเด็กๆ เพราะเรื่องอารมณ์ไม่มีถูกหรือผิด คุณไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ก่อนไปที่ร้านคุณรู้แล้วว่าจะซื้อยี่ห้อใด รุ่นไหน แต่เมื่อไปถึงร้าน พบว่ามีรุ่นอื่นๆ ที่ดีกว่า ราคาแพงกว่านิดหน่อย คุณก็เริ่มเขว

ว่าก็ว่าเถอะ ความรักเป็นเรื่องหนึ่ง การแต่งงานสร้างครอบครัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การตัดสินใจของแต่ละคนขึ้นอยู่กับว่าเข็มทิศชีวิตเป็นหัวใจหรือหัว (heart or head)

พูดง่ายๆ คือ ความรักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ (หัวใจ) ขณะที่การสร้างครอบครัวเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล (สมอง)

คนที่มองการณ์ไกล (โดยเฉพาะผู้ใหญ่) จึงมักเลือกคู่ครองที่สร้างความอุ่นใจได้ว่าแต่งงานไปแล้วจะไม่ลำบาก เพราะไม่มีอะไรทำให้รักจางเร็วเท่าหนทางที่ขรุขระ

นี่เป็นสัญชาตญาณธรรมดาของมนุษย์

แน่ละ แต่ละคนมองเรื่องนี้ต่างกัน คนที่ใช้หัวใจนำทางยอมกัดเกลือกินด้วยกันกับคนที่รัก คนที่ใช้สมองนำก็มักเลือกคนที่ให้ความปลอดภัยมากกว่า

ในสังคมมนุษย์ การต่อสู้กันทางกายเพื่อเอาชนะใจสตรีเป็นเรื่องสมัยยุคหินไปแล้ว มาตรวัดใหม่ก็คือความสามารถที่จะทำให้สตรีอยู่สบายกว่า เครื่องวัดที่ชัดเจนที่สุดก็คือเงิน หรือศักยภาพที่จะรับประกันท้องอิ่มได้ จนมีคนเอาไปเขียนเป็นเรื่องขบขันว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายเลว รักผู้ชายที่ดี แต่แต่งงานกับผู้ชายที่รวย (ความจริงผู้ชายก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน)

เมื่อเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ คนที่ผิดหวังในรักก็จะมองว่าการอกหักเป็นหลักอุปสงค์กับอุปทานธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เข้าใจและให้เกียรติการตัดสินใจของคนรัก

ใช้หัวใจรักคนอื่น แต่เมื่ออกหัก ใช้สมองเข้าใจคนที่เรารัก


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
15 กันยายน 2550

วงกลม

posted on 17 Aug 2007 08:32 by just-holla
  • ฉันตื่นจากที่นอนเธอเพิ่งฟุบหลับไป

ฉันล็อคประตูออกจากบ้านเธอไขกุญแจเข้าประตู

ฉันขึ้นรถไปทำงาน เธอลงรถมาพร้อมกับเขา

ฉัน ส่งอาหารหน่อยครับ เธอ น้องๆเช็คบิลด้วย

ฉันดูหนังกับคนของฉัน เธอเดินออกมาจากโรงหนังพร้อมกับเขา

ฉันนั่งเล่นเกมส์อยู่บ้าน เธอยืนอยู่ท่ามกลางแสงสี

ฉันพาคนของฉันขึ้นเขา เธอควงเขาลงทะเล

ฉันทำให้คนของฉันผิดหวัง เธอหาเรื่องทะเลาะกับเขา

ฉันถูกทิ้ง เธอบอกเขา เราเลิกกันเถอะ

ฉันเดินมาทางซ้าย เธอเดินมาทางขวา

ฉันมองคนที่เดินสวนมา เธอสบตากับชายคนนั้น

เราเคยเจอกันมาก่อนรึป่าว

เคยมีคนบอกผมว่า บางครั้งชีวิตเราก็เหมือนกับวงกลมสองวง ต่อให้ต่างกันแค่ไหน ใช้ชีวิตสวนทางกันอย่างไร ก็มีโอกาสที่จะได้พบกันเสมอ ณ จุดตัด ขอเพียงแค่วงกลมทั้งสองนั้นไม่เคยหยุดที่จะหมุนก็พอ